ผิดตั้งแต่รักเธอ

เคยได้ยินประโยคที่”if love you is wrong, I don’t want to be right “บางทีมันเป็นประโยคที่ใคที่ฟังก็อาจจะพูดไปว่าถ้า” ถ้ารู้ว่ามันผิดแล้วจะไปทำทำใม” กลับกันทางปฏิบัติที่ยากมากที่จะบอกตัวเองว่าอย่าทำน่ะ, หันหลังให้มันซะ, ไม่แปลกเลยที่มักจะได้ยินคำตอบนี้กลับมาเสมอเมื่อต้องเจอสถานการณ์แบบนี้ ” ให้ทำใงก็มันรักไปแล้ว” ก็จะให้ทำใมก็ทำไปแล้ว” ……..บางทีเราบูชาความรู้สึกตัวเองมากเกินไปจนยอมทำผิดหรือยอมที่จะทำผิดเพื่อที่จะได้รู้สึกกับสิ่งนั้นต่อไป….โดยให้ประโยคที่ค่อนข้างจะเย็นชาเข้ามาแทนที่ความถูกต้อง..” ก็ช่าง!!ฉันไม่เห็นจะแคร์เลย!!นี้มันชีวิตฉันตัวของฉัน…ฉันคิดเองตัดสินใจเองได้…ถ้าเกิดอะไรขึ้นมันก็เกิดขึ้นกับฉันไม่ใช่กับคนอื่นสักหน่อย!!!!”…………..สุดท้ายแล้วไม่มีใครจะสามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยวลำพังกับปัญหาอย่างน้อยไม่มีใครช่วยได้แต่ก็ต้องมีสักคนที่เราอยากระบายให้ฟัง… เมื่อปัญหาเหล่านั้นเกิดขึ้น

มีน้ำใจ

ขอแค่เรารักกัน!!!!

แม้บางครั้งถึงโลกจะดูแคบไปบ้าง แต่ก็ยังมีที่ว่าง พอที่จะอยู่กันอย่างสงบสุข ขอเพียงเรามีน้ำใจให้แก่กัน

เงยหน้าขึ้นมา

“อย่ามัวแต่หาความรู้ในตำรา เงยหน้าขึ้นมามองโลกกว้างบ้าง”

หลายต่อหลายครั้งที่เราพบว่ามีหลายสิ่งที่ในตำราไม่ได้เขียนใว้เป็นแต่เพียงเศษเสี้ยวของเรื่องราวบนโลกใบนี้เท่านั้นที่ใด้ถูกบันทึกลงในหนังสือ ทำใม? เรายังหาแต่ทฤษฎี เรายังเอาแต่พิสูจน์ว่าตามตำรานี้เป็นจริงหรือไม่ กลับไม่เงยหน้าขึ้นมองโลกว่า “ความเป็นจริง”คืออะไร ความจริงที่ว่า แม่ขายบริการส่งลูกเรียน พ่อพิการตาบอดลูกอายเพื่อน เรียนไม่จบโดดตึกตาย ขายนาส่งลูกเรียน นักเรียนตีกันแย่งผู้ชาย ป่าไม้กกำลังหมดโลก แห้งแล้งชาวนาติดหนี้เคลียสฆ่าตัวตาย ตกงานเกลื่อนเคลียสไม่มีเงินส่งที่บ้านคิดสั้น ตำรวจโกง ประชาชนโดนโกง ขยะล้นโลก เด็กโดนทิ้ง ขาดแขลนอาหาร บลาๆๆๆ ทำใมไม่หันมาเรื่องแบบนี้ซัก 40%ก็ได้ แต่ทำใต้องใส่ใจ ปลูกพืชบนดาวอังคาร สร้างยาน หรืองานวิจัยทุกสิ่งหวังจะดีในอนาคตเสมอ แล้วปัจจุบันละ ถ้าปัจจุบันไม่ดีอนาคตจะดีได้อย่างไร แก้ให้ถูกวิธี เงยหน้าขึ้นมาดูได้แล้วว่า โลกมันกำลังแย่อย่างบานปลายแค่ไหน หยุดสร้างเพื่ออนาคตถ้าวันนี้ปัจจุบันนี้ยังปล่อยให้ทุเรศแบบนี้อยู่.

หมดไปกับอะไร!

“ขอให้รู้ใว้เลยว่าเวลาในชีวิตเราได้หมดลงไปทุกวัน”

หนึ่งวันเราหมดไปกับการโกรธใคร เกลียดใคร เปรียบเทียบกับอะไร หมดไปกับการดิ้นรนขวานขวายหาอะไร หมดไปกับการหาเงิน หน้าที่การงานสูงๆ ลาภยศ ชื่อเสียง ทำใมกัน ทำใมเราเสียเวลากับสิ่งเหล่านี้เพราะอะไรเคยนั้งลงถามตัวเอง โอเคเราต้องเลี้ยงตัวเอง เลี้ยงได้แล้วเราก็ต้องมีสายสัมพันธ์กับคนอื่นต้องอาศัยความน่าเชื่อถือ ก็เริ่มหาชื่อเสียงเกียติยศ มีเพื่อนได้เพื่อมาแล้วไงต่อ ก็อยากจะทำชีวิตมันมีคุรภาพไม่ต้องมาห่วงในอนาคตว่าจะเอาอะไรกิน เอาอะไรใช้ ก็เริ่มทำธุรกิตวิ่งทำงานให้หนักมากขึ้นโกงได้โกงเล็กๆน้อยๆไม่เป็นไรหรอก วันหนึงเกิดต้องตาย ถามว่าที่คิดๆมาเอาใว้ทำอะไร ให้ลูกหลานเหรอ ถามตัวเองดีๆว่าเพื่อคนอื่นจริงเหรอ หรือจิงๆก็เพื่อตัวเองล้วนๆเพื่อตัวเองแต่แรก รู้งี้เราจะทใงดีละ นี้ไม่ใช่เหรอที่เรียกว่าการใช้ชีวิต ที่รู้ว่าวันๆหนึ่งเราใช้ไปอย่างคุ้มค่ากับอะไร ไหนๆเราก็กำหนดวันตายตัวเองไม่ได้ แต่เราก็กำหนดใด้ไม่ใช่เหรอว่าเมื่อเราไปเราจะทิ้งอะไรใว้ในโลกใบนี้ แล้วคนที่ได้รับจากเราจะเกิดผลดีอย่างไร “คุณเลือกเกิดไม่ได้ เลือกวันที่จะตายก็ไม่ได้ แต่เลือกได้ว่าจะทำอะไรเก็บใว้เป็นของ ขวัญนบ้านหลังที่ไม่ถาวรไม่จีรังนี้”

ไม่ใช่ไม่เคย

เคยไหมที่เราลืมสิ่งที่เราเคยเป็นมาและนั้งจ้องสิ่งนั้นที่เกิดขึ้นกับคนอื่น

ไม่มีใครชอบคนขี้เกียจแต่ก็ไม่เคยมีใครไม่เคยขี้เกียจ

____________________________

ไม่มีใครชอบคนไม่มีความรับผิดชอบ

แต่ทุกคนก็มีช่วงเวลาที่ไม่มีความรับผิดชอบ

____________________________

ไม่มีใครที่ไม่ชอบความสมบูรณ์แบบ

แต่ทุกคนก็ใช่ว่าจะสมบูรณ์แบบ

_____________________________

แม้แต่ตัวเองก็ไม่ชอบ

และก็ไม่ได้เป็นอย่างที่ไม่ชอบนั้น

 

ยึดติด

“อย่ายึดติดถือมั่นกับความถูกต้องจนลืมว่าเคยรักกัน”

ในชีวิตจริงๆของเราไม่ได้อยู่ด้วยความถูกต้องเสมอไปแต่หากว่าชีวิตเรากลับมีความเห็นอกเห็นใจ,ความรัก,ความเข้าใจ,การยอม และสิ่งดีงามอีกหลายอย่างที่ต้องคำนึงและรักษาและเดินไปคู่กับความจริง ความจริงไม่สามารถเดินไปบนถนนด้วยตัวคนเดียวได้เพราะความโหดร้ายของความจริงมันเจ็บและความงามของความจริงที่เกินคนอื่นจะเข้าใจเลยทำให้ไม่มีเพื่อ บนเส้นทางของความจริงมักจะเหงาเสมอ แต่ทว่าโลกก็อยู่ไม่ได้ถ้าปราศจากความจริงและเช่นเดียวกันถ้าโลกนี้ปราศจากความรัก ดังนั้นแล้วการเดินบนทงสายความจริงไม่ให้เหงาเดียวดายต้องเอาความรักคาดเอวเดินทางไปด้วย” ความจริงไม่ใช่สิ่งที่ต้องยึดติดแต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่มีใว้ทิ้งขว้าง ” อย่าแยกความจริงออกจากความรักและอย่าพยายามเอาความรักแยกจากความจริงเพราะเขาเกิดมาเพื่อกัน ตราบใดที่เขาอยู่คู่กัน สันติสุขก็จะมีอยู่ทีนั้นเสมอตลอดไป.

 

อย่าลืมยกโทษ

 

“ยกโทษให้คนอื่นว่าอยากแล้วการยกโทษให้ตัวเองกลับกล้ำกลืนที่สุดบางทีอาจไม่รู้ตัวว่าลืมยกโทษให้ตัวเองด้วยซ้ำ”

เป็นการยาก”หนักหนา”ที่คนจะเดินออกจากวังวนของความ”กลัว”-และความ”กังวล”ซึ่งมีหุบเขาแห่ง”ความทุกข์”ปกคลุมเอาใว้ และรายล้อมไปด้วยปีศาจแห่ง”การไม่ให้อภัยตัวเอง” ถูกสะกดใว้ด้วยมนต์ดำแห่ง”ความสับสน”….ข้าคอยมองดูเจ้าแม้ในวันที่ไร้แสงจันทร์หรือวันที่ปราศจากแสงดาว…..คืนแล้วคืนเล่าที่น้ำตาแห่งความทุกข์ทนของเจ้าหยดลงบนหัวใจของข้า….วันแล้ววันเล่าที่ตัวข้าต้องหอบเอาน้ำตาแห่งความขมขื่นของเจ้าเก็บเข้าไปในขวดแห่งหวังของข้า…….โอ้ความรักอันบริบูรณ์ของข้าเอ๋ย…..วันไหนเล่าเจ้าจะลุกขึ้นเปิดม่านฟ้า”แห่งการให้อภัยตัวเอง”…และลุกขึ้นรับพร”แห่งการเริ่มต้นใหม่”….เมื่อใดกันเล่าที่เจ้าจะเปิดม่านแห่งหัวใจของเจ้า ให้ได้พบกับความหวังที่เคยยึดถือมาเมื่อครั้งก่อน….วันใดกันเล่าที่เจ้าจะเปิดประตูแห่งดวงตา ….มองดูโลกที่กำลังถูกกอบกู้ขึ้นใหม่ด้วย”แสงแห่งศัทธา”…..”จากตัวของเจ้า”เอง.

 

สนธยา

เคยไหมเวลาเย็นเป็นต้องคิดถึงบ้าน

ฉันคนหนึ่งที่เป็นคนไม่ค่อยได้อยู่กับที่กับทางเท่าไหร่ต้องเดินทางอยู่ตลอด ตอนแรกฉันก็สนุกกับการค้นคว้าหาความหมายของชีวิตดังเช่นคำที่ว่า “ชีวิตคือการเดินทาง” การจากบ้านมาทำงานไม่ค่อยจะติดบ้านเท่าไหร่จึงไม่ค่อยจะสนิทกับบ้านเลยก็ว่าได้ วันหนึ่งตอนเย็นฟ้างามนั้งลงที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตรงข้ามเป็นวัดมันเป็นภาพที่สวยงามภาพหนึ่งที่ใครๆก็โหยหาอยากจะนั้งเก็บบรรยากาศใว้เป็นความทรงจำที่สวยงามอีกหนึ่งฉากในชีวิต แต่ทว่า  ณ จุดนั้นภาพเหล่านั้นกลับไม่ได้เป็นภาพแรกที่อยู่ในความคิดในขนะที่มันอยู่ต่อหน้าเราก็ตาม ภาพที่อยู่ต่อหน้าเรากับกลายเป็นว่า  แม่กำลังก่อไฟนึ่งข้าว เดินหาเก็บผักตามรั่วบ้าน ใด้ผักพอกินแล้วก็กลับมาถึงบ้านทันเวลาจะเอาข้าวลงมากวนเอาไอร้อนมันออกก่อนจะเอาข้าวลงใส่กล่องข้าว “ฉันคิดถึงบ้าน”มันเป็นประโยคสั้นๆแต่จับใจใครหลายต่อหลายคนที่กำลังท้อแท้โดนสังคมเล่นงานอ่อนเพลียจากเศษฐกิจอ่อนล้ากับจิตใจคน สิ่งที่เยียวยาเรากลับไม่ใช่เงินเดือนที่เยอะ อาหารหรูหร่า เสื้อผ้าแบรนด์ราคาแพง แต่กลับเป็นคำสั้นๆที่พูดหรือนึกถึง มันเป็นความเหงาที่มีความอบอุ่นมาแตะต้องที่หัวใจเราให้มีแรงสู้วันแย่ๆวันที่เหงาๆวันนั้นต่อไปได้ ……”คิดถึงบ้าน”